Hippies ดนตรี ศิลปะ + Peace เสรีภาพ,สันติสุข


          คุณรงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนฮิบปี้คนสุดท้าย ผู้มีสมญานามว่า พญาอินทรี ได้จากโลกนี้ ผมจึงอยากนำเสนอความเป็น Hippie และ ดนตรีในยุคนั้นมาให้อ่านกัน
          ต้องเข้าใจก่อนว่า อเมริกาช่วง 1946-1964 เป็นยุคของ เบบี้บูม ก่อนการมาถึง ของ ฮิบปี้ อันว่า เบบี้บูม นี้ คือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่ง อเมริกา ถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะสงคราม เ้ป็นผู้นำโลกเสรี
          ผู้คนในประเทศอยู่ในบรรยากาศเฉลิมฉลอง มีความสุข การแต่งงาน มีลูก มีงาน มีรถ มีบ้าน กับ ลูกหมา อีก 1 ตัว ในลักษณะสูตรสำเร็จที่เรียกกันว่า American dream จึงแพร่กระจายไปทั่ว




ฉะนั้น ฮิบปี้ ก็คือลูกๆ หรือผลผลิตของ เบบี้บูม นั้นเอง เมื่อเศรษฐกิจ ตกต่ำ สถาบันของรัฐสั่นคลอนด้วยวิกฤติศรัทธาในคดีวอเตอร์เกต อเมริกาเข้าไปยุ่งในสงครามที่ตัวเองเคยเป็นผู้ชนะและภูมิใจ  แต่สมรภูมิใหม่ คือ เวียดนาม ซึ่งสังเวยให้กับ สงครามเย็นนั้น  มีแต่รายชื่อทหารลูกชาวบ้าน เสียชีวิตรายวัน
       ว่ากันว่า ใครมีลูกชาย ในครอบครัวอเมริกัน ใครคนหนึ่งต้องตายไป เพราะสงครามเวียดนาม  ความจริงปรากฎว่า อเมริกันผู้เคยอหังการ์ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับประเทศเล็กๆ

       สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิด ขบวนการบุปผาชน ที่แพร่หลายไปทั่วโลก



ยุคของพวกเขา คือ กลางยุค 60 คาบเกี่ยวถึง 70   Hippie นั้นแผลงมาจาก คำว่า Hip ที่แปลว่า เท่, เจ๋ง, เก๋า ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะที่นักดนตรีแจ๊ซผิวดำนิยมใช้ในยุค 1940
       พวกเขาใช้คำๆ นี้ เพื่อเผยแพร่ปรัชญาความรักและสันติภาพ (ซึ่งต้องพี้กัญชาด้วย) ประกาศวิถีชีวิตใหม่ “Peace, love and dope” เกิดเป็น Flower People’ หรือ บุปผาชน พร้อมสโลแกนที่ว่า Make Love, not War





Jacqueline Himelstein เคยเขียนบทความ  10 ข้อ สัญญานที่จะบอก จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีแนวโน้มว่าจะเป็นฮิบปี้ไว้ดังนี้


1.       มีแนวโน้มที่จะออกเดทกับคนต่างเชื้อชาติศาสนา
2.       จู่ๆ ก็มีความสนใจในลัทธิแปลกๆ
3.       ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับใครได้
4.       ชอบพูดจาแฝงปรัชญา แต่ไม่ตรงประเด็นอะไรเลย
5.       สนใจเรื่องเงินพอสมควร แต่ไม่สนใจที่จะทำงานเพื่อจะได้มันมา
6.       สนใจเรื่องศิลปะและบทกวีถึงขั้นสติแตก
7.       ชอบถากถางเยาะเย้ยสถาับันรัฐบาลทุกรูปแบบ
8.       ชอบความถูกต้อง แต่ไม่รับว่าตัวเองผิด
9.       ขาดเรียนมากขึ้น
10.   ชอบครอบงำคนอื่น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง



       สำหรับเรื่องแฟชั่น เกิดคำว่า ‘flower children’ ช่วงฤดูร้อนที่ซานฟรานซิสโก ปี 1967 ซึ่งเรียกกันว่า ‘summer of love’ เป็นการปะทะกันของแฟชั่นระหว่างอังกฤษกับอเมริกา


 อังกฤษเป็นยุคของ “swingin’ London” สกูตเตอร์ บูติคสไตล์ แฟชั่นมินิสเกิร์ต แบบ Mod  เรียงรายคาร์เนบี้สตรีท
         ส่วนอเมริกา ที่ซานฟรานซิสโก มีถนน Haight-Ashbury เสื้อคลุมกระโจมที่เรียกว่า kaftan กระิดิ่งห้อยคอวัว สร้อยประคำต่างๆ ตรงกันข้ามกับฝั่งอังกฤษอย่างสิ้นเชิง
สำหรับเรื่องดนตรี The Beatles เป็นผู้นำขบวน ด้วยอัลบั้ม  "Sgt Pepper's Lonely Hearts Club Band" ในยุคนี้มีชื่อเรียกกันว่า “The British Invasion”  หมายถึงขบวนวงดนตรีจากอังกฤษ ที่พิชิตอเมริกาอย่างราบคาบ ซึ่งประกอบด้วยวง The Rolling Stones, The Who, The Kinks, The Animals, The Moody Blues

อ่านประวัติ The Beatles คลิก



แต่อเมริกาก็ยึดคืนมาบ้าง โดยวงดนตรีจากแคลิฟอร์เนีย อย่าง Jefferson Airplane, Grateful Dead ซึ่งมาในรูปแบบPsychedelic (ดนตรีที่เกิดจากการเมากัญชาและ LSD ศิลปะลวดลายฉวัดเฉวียนสีแสบตาไม่มีรูปแบบ)
   และต่อมาก็เกิดเป็นเทศกาลดนตรีของคนยุคนั้น ในระดับ 'ปรากฎการณ์' ที่เรียกกันว่า Woodstock (1969) ซึ่งเกิดขึ้นในโลก เพียงครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น




ที่มาของข้อมูล http://exmusic.exteen.com/