เรื่องเล่าเคล้าสาระจากชายผู้ (หลง) รักการเดินทาง คือสาระจากชีวิตเร่ร่อน


ภาพนี้เป็นของผู้ชายวัยกลางคนที่ผมยกตัวอย่างวณิำพกนะครับ

เรียลิตี้ชีวิตเร่ร่อน

ภาพวณิพก (วณิพก หมายถึง คนร้องเพลงขอทาน)  ตายายวัยหกสิบเจ็ดปีที่ยืนเคียงกันตรงริมฟุตปาธ   ผลัดกันร้องเพลงลูกกรุงด้วยน้ำเสียงแหบเครือ   เป็นภาพเจตนาเจนหูนานนับปี    หลายครั้งยอมพลาดรถเมล์สายประจำเพียงเพื่อยืนฟังเพลงโปรดของพ่อและแม่ให้จบเพลง   หลายหนยืนปักหลักฟังนับสิบเพลงด้วยเป็นบทเพลงอมตะที่ผู้ใหญ่ในบ้านผลัดกันร้องเล่นคลายเคลียด   จากนนั้นจึงหย่อนเหรียญสิบบ้างแบงก์ยี่สิบบ้างลงขันพลาสติกใบย่อมเป็นค่าฟังเพลงยามเย็น
ย่ำค่ำวันหนึ่ง    อารมณ์นึกสนุกผสมความสงสารจับใจ   จึงเอ่ยปากกับวณิพกตายายผู้ถูกลูกหลานทอดทิ้ง   ขอทำหน้าที่แทนยายผู้ร้องเพลงสลับเสียงไอโขลกๆ   จิบยาแก้ไอเป็นระยะๆ   จนบทเพลงที่เคยฟังเสนาะหูกลายเป็นระคายหูไม่มีเสียงตอบปฏิเสธนอกจากสายตางุนงงปนรอยยิ้มขัน   ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม   รีบสวมบทบาทหลานกำมะลอขับขานเพลงลูกกรุงและเพลงร่วมสมัยจนช่ำใจ   แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือรอยยิ้มพรายของกลุ่มคนที่ยืนรอรถเมล์และมือไม้ที่หยิบยื่นเงินลงขันอย่างไม่ขาดสายในช่วงเวลาสิบห้านาที   ยังความอิ่มเอมใจแก่หลานกำมะลอและความอิ่มท้องของวณิพกชราคู่นั้น
                ก่อนล่ำลา   ควักแบงก์ใบแดงลงขันท่ามกลางเสียงคัดค้านของตายาย   แต่แล้วทั้งคู่ต้องยอมจำนนเมื่อรับฟังเหตุผลชวนขันว่าคิดเสียว่าเป็นค่าหน่วยกิตวิชา  สปช.   (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) และค่าขึ้นเวทีชีวิตวณิพกพเนจรครั้งแรกในชีวิตของหนูก็แล้วกัน!
                วีรกรรมทำไปได้!    เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวหลังจากวันนั้นวณิพกตายายอันตรธานหายหน้าไปจากริมฟุตปาธหนึ่งเดือนผ่านไปจึงรับรู้จากพ่อค้าแม่ขายย่านนั้นว่า      วณิพกคู่ทุกข์คู่ยากต่างเกี่ยวก้อยไปสู่สุคติด้วยอุบัติเหตุรถชนกลางดึง    นับป็นการปิดม่านละครแห่งชีวิตที่เลือกไม่ได้อย่างน่าเศร้าใจ
                คล้อยหลังไม่กี่ปี   ชะตาชีวิตเร่ร่อนที่เลือกหรือออกแบบเองของหญิงวัยต้นห้าสิบซึ่งอยู่ละแวกชุมชนเดียวกันผ่านเข้ามาให้ได้รับรู้หญิงร่างท้วมเดินปรี่เข้ามาพลางยื่นมืสัมผัสใบหน้า   อารามตกใจด้วยคิดว่าโดนทำร้าย    จึงปัดป้องและผลักไสอย่างแรงจนเธอล้มก้นจ้ำเบ้า   ยังไม่ทันเดินงุดหนีเข้าซอย   ต้องสะดุดกึกด้วยน้ำคำแสนอ่อนโยน ใครทำร้ายหนูมาหนูมาเหรอ  มามะพี่จะเช็คน้ำตาให้    ดูสิ    น้ำตานองหน้าเชียว
                จากนั้นหญิงร่างท้วมกับสาวผมม้าตัดสินใจนั่งคุยกันเงียบๆ ตรงริมถนน    ยี่สิบนาทีผ่านไป    สาวผมม้าลุกขึ้นยืนพร้อมยกมือไหว้    ใบหน้าเกรอะคราบน้ำตามีรอยยิ้มพอใจ     ความทุกข์ที่ท่วมขังใจก่อนหน้าระบายลงข้างทางด้วยคำเตือนสติของหญิงที่ชาวบ้านเรียกขานกันมานานว่า    คนบ้าบ้างละ     สติไม่ดีบ้างละ  ซาจี๊สามสลึงบ้างละ
                ครั้นถามไถ่และปะติดปะต่อเรื่องราวจากเพื่อนบ้าน    คนเก่าคนแก่ของชุมชน   และจากการเลียบเคียงถามเธอเองเมื่อสบโอกาส    ทำให้ได้รับรู้ว่า    เดิมทีเธอเป็นลูกคนโตของเจ้าของโรงน้ำแข็งที่มมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี     วันหนึ่งเธอตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตใหม่    เพราะเกลียดชั่งม่านประเพณีที่ผู้เป็นพ่อแม่ขึงตึง     จึงยอมสลัดคราบคุณหนูในกรงทองมาเป็นคุณนายข้างถนน    มีข้าวของติดตัวเพียงหมอน   ผ้าห่ม  เสื้อผ้าสามชุดในถุงก๊อบแก๊บและวิทยุทรานซิสเตอร์เก่าๆ   ญาติพี่น้องต่างรุมชี้หน้าด่าทอพลางปรามาสว่าเธอคงฝืนชะตาชีวิตไปได้ไม่กี่น้ำ    แต่ขอโทษยี่สิบปีที่ล่วงเลย   เธอพึงพอใจที่จะทนร้อน   ทนฝน   ทนหนาว  ทนสายตาดูแคลน   ทนคำด่าทอของผู้ปกครองเด็กอนุบาล (ที่พานเข้าใจผิดว่าเธอทำร้ายเด็ก ทั้งๆ ที่เธอปรารถนาดีจะปัดมด  แมลงที่บินไต่บนปกเสื้อนักเรียน)
                ละครแห่งชีวิตของคุณนายข้างถนนผู้นี้ยังคงเปิดม่านโชว์ทุกวี่วัน    บางวันและบางเวลาอาจแขวนป้ายงดแสดง    ด้วยเธอต้องไปช่วยขนของและเข็นของในตลาดเพื่อแลกเศษเงินมาประทังชีวิตชีวิตเร่ร่อนที่เลือกเองและออกแบบได้ของเธอจึงเป็น นาฏกรรมชีวิตที่สาวผมม้ายังจดจ่อจดจ้องไม่รู้เบื่อ
               

                ท่ามกลางเรียลิตี้โชว์เกลื่อนจอและปาปารัดติ้ว   อุ๊บ ! ปาปารัวซี่เกลื่อนเมือง   ไม่ว่าคุณจะเป็นนักอะไร   ล้วนทำงานเพื่อเงิน    เอาไปซื้อสิ่งของที่ต้องการ   จำเป็น  อยากได้ (เฟอบี้ !)   หรือเอาไปใช้หนี้  นักธุรกิจใช้เงินต่อเงิน   แม้ค้าได้มา  รุ่งเช้าไปตลาดซื้อผักเพื่อมาขายต่อ   ศิลปินฝันว่าวันหนึ่งงานของตนจะเป็นที่ต้องการ   ขายได้ราคา   ขโมย  นักย่องเบา หรือพ่อค้ายาเสพติด   แม้ไม่ใช่อาชีพที่สุจริต  แต่พงกเขาทำแบบนนั้น เพราะต้องการเงิน     เอาไปด้วยเหตุผลที่บางทีอาจเหมือยคุณพ่อหรือคุณแม่ดีเด่นแห่งชาติ    ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
                แต่นักเดินทางนี่สิแปลก   ทำงาน   เก็บเงิน   ไปเที่ยว  กลับบ้าน   บางคนมีเสื้อผ้าชุดหนึ่งกับตัวเปล่าๆ   เงินทองไม่เหลือแต่มีอะไรก็ไม่ทราบเต็มไปหมดในสมอง    มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน
                ทว่าควรเข้าใจเบื้องต้นว่า   นักเดินทางมีหลายจำพวกจุดประสงค์การเดินทางต่างกัน   บางคนทำงานก๊อกๆแก๊กๆ  ครั้นเก็บสตางค์ได้บ้างจึงออกเที่ยว   เรียกว่าได้เงินมาไม่เก็บสะสมเที่ยวจนเงินหมด    ทำงานใหม่
                นักเดินทางจำพวกนี้   ผมว่าคล้ายนักบวช   นักพวต หรือ พระ
                อย่างผมนี่เป็นนักเดินทางหรือเปล่าก็ไม่รู้   เพราะไปไหนมาไหน   จดจำมาเขียน   ถ่ายรูปมาขาย   ได้เงินได้ทองเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง   พอมีสตางค์เก็บไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นบ้าง
                ล่าสุดไปปากีสถาน   กลับมา   ไม่เหมือนเกิดใหม่ก็จริงแต่ได้เห็นและได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ   ได้เห็นคนมีความสุขจริงๆว่าเป็นอย่างไร (ซึ่งบางคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องไปไหนก็มองเห้นความสุขได้ ?!)
                คนที่นั่นกินอาหารสามมื้อ   นี่เป็นเรื่องปรกติใช่ไหม   แต่สามมื้อที่ว่าเหมือนกันหมด   ประกอบด้วยจาปาตีหรือนาน   แกงถั่วหรือผัก   อาจมีแกงเนื้อสัตว์เช้นไก่อีกชาม  แก่เค็มอ่อนเค็มไปบ้างเป้นเรื่องรสชาติ    กินอยู่อย่างนี้   ไม่มีอะไรวิเศษวิโส  ไม่มีสำรับที่สี่ที่ห้า   ไม่ว่าจะกินกี่คน   เป็นอาหารประวันของชาวบ้าน   ถามว่าไม่เบื่อหรือ   เขาว่ามีกินก็นับเป็นเมตตาของพระเจ้าแล้ว


บทความนี้มาจากหนังสือ : เรื่องเล่าเคล้าสาระจากชายผู้ (หลง) รักการเดินทาง คือสาระจากชีวิตเร่ร่อน
ผู้แต่ง : ภาณุ   มณีวัฒนกุล