ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ ของ เอกชัย วรรณแก้ว


เอกชัย   วรรณแก้ว

ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้

สัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกคนคือเราไม่สามารถเลือกเกิดได้    จะยากดีมีจน   เกิดบนกองเงินกองทองเป็นลูกมหาเศรษฐี   มีใบหน้างดงามหมดจด    ครอบครัวพร้อมบริบูรณ์  หรือเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ   ใบหน้าอัปลักษณ์หมองหม่น   อยู่อย่างยากไร้   ชีวิตเศร้ารัดทด   ขาดพ่อแม่พี่ที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในชีวิตเสพความทุกข์เป็นอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
                ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่เหนือการควบคุมของผู้เป็นเจ้าของชีวิตทั้งสิ้น
                แต่ก็ยังดีกว่าอีกหลายคนที่เกิดมาด้วยความไม่พร้อมทางด้านร่างกาย   อวัยวะไม่ครบสมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป   ขาดแขนขามือเท้าที่จะใช้เป็นที่พึ่งพาของตัวเองให้สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปกติสุขเป็นคนพิการในสายตาของสังคม
                เหมือนที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้
                ผมมีสภาพพิการขาดแขนและมือมาตั้งแต่แรกเกิด    ส่วนขาและเท้ามีความยากน้อยกว่าคนปกติทั่วไป   แต่โชคดีเหลือเกินที่แม้ร่างกายของผมจะไม่สมบูรณ์แบบ    แต่ครอบครัวที่ผมถือกำเนิดขึ้นมานั้นอบอุ่นกว่าครอบครัวของใครหลายคน
                ในจำนวนพี่น้อง 5 คน   ผมเป็นน้องคนสุดท้อง   และเป็นเพียงคนเดียวที่มีร่างกายแบบนี้   แต่เหมือนสมาชิกทุกคนในบ้านพร้อมใจกันลืม ความไม่พร้อม  ของผม   และไม่เคยนำมาเป็นประเด็นให้ผมรู้สึกว่า มีปมด้วย เพราะฉะนั้นในชีวิตที่ผ่านมา
                ผมจึงไม่เคยรู้จักคำว่า  พิการ”  มาก่อนเลย
                เพราะทั้งพ่อและแม่ไม่เคยพูดคำพิการให้ได้ยิน   ผมไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้รู้สึกแปลกแยกหรือแตกต่าง  แต่กลับถูกเลี้ยงให้รู้สึกว่าเราเป็นคนปกติคนหนึ่ง  รวมถึงญาติๆ  ไม่เคยพูดหรือแสดงอาการใดให้ผมรู้สึกเสียใจหรือน้อยใจ    มีแต่เข้ามาพูดคุยทักทายกันตามปกติ  แม้บางครั้งพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน  ญาติๆ ก็มักจะแวะเวียนมาช่วยดูแลเสมอ
                ผมมีช่วงชีวิตวัยเด็กไม่เหมือนใคร  เพราะเริ่มเดินได้ช้ากว่าเด็กคนอื่น  เพราะด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ทำให้ผมใช้วิธีการกลิ้งไปมา   แต่คงเพราะในตอนนั้นยังเด็ก   จึงไม่รู้ว่าเรามีสิ่งใดแปลกออกไป   และจากที่ไม่เคยเดินได้มาก่อน    เมื่ออายุประมาณ  6 ขวบ   ผมก็บอกกับพ่อและแม่ว่า   ผมอยากเดินได้เหมือนเพื่อนคนอื่น  แม้ในตอนนั้นจะรู้สึกกลัวการหัดเดินอยู่บ้างเพราะไม่เคยลองเดินมาก่อนเลย
                สิ่งที่พ่อตอบกลับมาคือ  อยากเดินก็เดินสิลูก   มันก็อาจจะเจ็บตัวบ้างแต่ถ้าลูกไม่ลองเดิน   ต่อไปก็อาจจะเดินไม่ได้อีกเลย
                พ่อไม่เคยสอนให้ผมกลัว   สิ่งที่พ่อสอนมาตลอดก็คือ  จงกล้าที่จะทำหากเชื่อมั่นว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วจงทำในสิ่งนั้น  พ่อสอนให้กล้าทำทุกอย่างตามที่ใจคิด   อย่านั่งจมอยู่กับความกลัวแล้วปล่อยโอกาสที่จะได้ทำให้หลุดลอยไป   คำพูดนี้ของพ่อยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าเราต้องกล้าที่จะหัดเดิน   แม้จะไม่เคยลองมาก่อนก็ตาม
                และคงเป็นเพราะไม่เคยเดินมาก่อน   การที่ต้องทรงตัวอยู่บนขาจึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมมาก   เพราะแค่ลุกขึ้นยืนก็ลำบากมากแล้ว   เมื่อเริ่มเดินผมจึงล้มแล้วล้มอีก   เดินแล้งล้มเพราะไม่เคยมีพื้นฐานการทรงมาก่อน และล้มแล้วกว่าจะลุกขึ้นใหม่อีกครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก
                ในตอนแรกที่อยากเดินได้ก็เพียงเพราะผมอยากวิ่งเล่นได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ  ทุกครั้งที่เห็นเพื่อนวิ่งไปไหนได้ไกลๆ   แต่เรายังนั่งอยู่กับที่เพราะตามเขาไปไม่ทัน    มันยิ่งสร้างแรงกระตุ้นให้ผมอยากเดินได้มากขึ้นเรื่อยๆ คิดแค่ว่าหากเป็นอย่างนั้นได้เราคงจะสนุกกว่านี้
                ตลอดเวลาของการหัดเดิน   พ่อและแม่ไม่เคยเข้ามาช่วย   แต่จะปล่อยให้ผมเดินด้วยตัวเอง  พ่อไม่เคยเข้ามาอุ้ม  แม่ไม่เคยเข้ามาประคองเขาจะคอยมองอยู่ห่างๆ  มองดูอยู่ตลอดเวลาว่าผมจะทำได้ไหม   ผมจะเดินอย่างไร   หรือถ้าผมล้มแล้วจะลุกขึ้นเองได้หรือไม่   ทั้งหมดนี้ทั้งพ่อและแม่จะปล่อยให้ผมพยายามด้วยตัวเองมาตลอด   จนกว่าจะเห็นว่าผมช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ  พ่อและแม่จึงจะเข้ามาช่วย
คนที่เดินเป็นปกติคงไม่เข้าใจถึงความรู้สึก   แต่สำหรับผมการหัดเดินเป็นเรื่องที่ยากมาก  เพราะผมไม่มีแขนและมือคอยพยุงตัว  ขาที่สั้นกว่าปกติทำให้แต่ละก้าวที่เดินในตอนนั้นไม่มั่นคงเท่าที่ควร   การเจ็บตัวเพราะล้มฟาดลงกับพื้นเป็นกิจวัตรประจำวันของผมในช่วงนั้น    แถมยังล้มวันละหลายรอบ   ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อย   มีแผลเต็มตัวไปหมด
แต่ทุกครั้งที่ล้มผมก็ไม่เคยร้องไห้   ไม่เสียใจ  ไม่สิ้นหวัง  ไม่เคยโทษร่างกายของตัวเอง  จะเจ็บปวดแค่ไหนความเจ็บก็ไม่เคยทำให้ผมท้อ   ไม่เคยคิดจะเลิกหัดเดิน   ไม่กลัวว่าจะต้องเจ็บอีกกี่ครั้ง    สิ่งที่กลัวมากที่สุดในตอนนั้นก็คือกลัวจะเดินไม่ได้มากกว่า
                เพราะผมไม่ได้อยากเป็นภาระของใครไปตลอดชีวิต
                ผมใช้เวลาในการหัดเดินอยู่  3 เดือน   ซึ่งก็นับว่าเป็น  3 เดือนที่คุ้มค่าเพราะหลังจากนั้นมาผมก็เดินได้เหมือนคนปกติ   แม้จะยังเดินได้ไม่เร็วมากแต่ก็เริ่มจะเดินตามใครๆ ได้   ตอนนั้นคิดว่าชีวิตผมครบสมบูรณ์ทันทีเมื่ออก้าวเขาเดินได้สำเร็จ   นั่นเพราะผมคิดเสมอว่า   นอกจากการเดินแล้ว  ชีวิตผมก็ไม่เคยขาดอะไรอีกเลย
เรื่องนี้สร้างนิสัยที่เข้มแข็งให้ผมได้มาก   เพราะฉะนั้นตั้งแต่เล็กจนโตผมจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมแพ้อะไรง่ายๆ   จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา   ทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรสักอย่างผมจะมองไปที่จุดหมาข้างหน้าเสมอ   แล้วจุดมั่งหมายที่จะไปคว้ามันมาให้ได้
                ผมเป็นคนมองไกล    การมองไกลจะช่วยให้เราเห็นเป้าหมายในชีวิตได้อย่างชัดเจน  และพยายามจะเดินไปยังจุดนั้นให้ได้ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดรออยู่   ที่สำคัญคือ   การที่เรามีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัดแล้ว   เราจะไม่หลงทางและไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิต   แต่ต้องไม่ลืมพกพาความบากบั่นพยายามไว้เป็นตัวผลักดันให้การเดินทางนั้นไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็วด้วย
                ผมเคยคิดย้อนกลับไปในวันนั้น   หากผมไม่พยายามหัดเดิน   หากผมท้อแท้หมดหวัง    หรือเอาความเจ็บปวดมาเป็นตัวบ่อนทำลายความพยายามผมก็คงเดินไม่ได้อีกเลย   และก็ต้องกลายเป็นคนที่มีชีวิตอยู่กับที่โดยไม่สามารถเดินไปไหนได้อีกเลย   และก็ต้องกลายเป็นคนที่มีชีวิตอยู่กับที่โดยไม่สามารถเดินไปไหนได้อีก   ต้องพึ่งพาคนอื่นไปตลอด  ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง
                แรงบันดาลใจของผมจึงถูกสร้างขึ้นด้วยนานาอุปสรรคเหล่านี้  ไม่มีใครเกิดมาด้วยความสมบูรณ์แบบ   มนุษย์เราอาจเกิดมาพร้อมด้วยสิ่งหนึ่งในขณะที่ขาดอีกสิ่งหนึ่ง   อยู่ที่เราจะค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปนั้นให้กลับมาเติมเต็มชีวิตเราได้หรือไม่เท่านั้นเอง
                ผมสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองด้วยวิธีมาตลอด  จึงเชื่อมั่นว่าหากเราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว   ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้   เหมือนอย่างตัวผมในวันนั้นที่มีจุดหมายที่แน่วแน่ว่า
                ผมจะต้องเดินให้ได้ในสักวันหนึ่ง
                            
    ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้

ที่มาจากหนังสือ :   ล้มให้เป็นลุกให้ได้  
จากชีวิตจริงของ : เอกชัย   วรรณแก้ว